เสริมจมูก Open กับ Close ต่างกันยังไง เทียบให้ชัด เลือกแบบไหนดีที่สุด

เสริมจมูก open กับ close ต่างกันยังไง เทียบให้ชัด เลือกแบบไหนดีที่สุด

การเสริมจมูกเป็นการศัลยกรรมเพื่อทำการปรับรูปทรงจมูก โดยมีเทคนิคหลัก 2 วิธี คือ เสริมจมูกแบบ Open และ เสริมจมูกแบบ Close ซึ่งการเลือกเสริมจมูกด้วยวิธีใดนั้น ขึ้นอยู่กับความเหมาะสมของจมูกแต่ละคนและผลการประเมินของแพทย์ การเสริมจมูกทั้งสองเทคนิคนี้จะเป็นวิธีการแบบไหน แตกต่างกันอย่างไร มีข้อดีข้อเสีย รวมถึงเหมาะกับใครบ้าง มาดูพร้อมกันในบทความนี้

เนื้อหาที่น่าสนใจ

เสริมจมูก Open (Open Rhinoplasty) คืออะไร

เสริมจมูก Open (Open Rhinoplasty) คืออะไร

การเสริมจมูกแบบโอเพ่น หรือเสริมจมูกแบบเปิด เป็นการผ่าตัดเสริมจมูกแบบเปิดโครงสร้างจมูก โดยแพทย์จะเปิดแผลใต้จมูก บริเวณระหว่างรูจมูกทั้งสองข้าง เพื่อให้เห็นโครงสร้างภายในจมูกได้อย่างชัดเจน ซึ่งทำให้สามารถปรับแต่งและแก้ไขโครงสร้างเดิมที่มีปัญหาต่างๆ ได้อย่างตรงจุด เช่น สันจมูกเดิมคดเบี้ยว กระดูกสันจมูกนูนใหญ่ (ฮัมพ์) จมูกงุ้ม ปลายจมูกบาง ปลายจมูกสั้น รวมถึงกรณีที่เคยเสริมจมูกมาก่อนแล้วเกิดปัญหา เป็นต้น 

เทคนิคการเสริมจมูกแบบโอเพ่น จึงเปรียบเสมือนการดึงเปิดลิ้นชักให้กว้าง แล้วจัดสิ่งของให้เป็นระเบียบ เพราะแพทย์เห็นโครงสร้างของจมูกทั้งหมด จึงสามารถแก้ไขโครงสร้างจมูกได้ดีและตรงจุด ทั้งยังสามารถรองปลายจมูกเพื่อป้องกันปัญหาจมูกทะลุได้ในคราวเดียวอีกด้วย

เสริมจมูก Open มีกี่แบบ

การเสริมจมูกแบบโอเพ่น มักนำกระดูกอ่อนจากส่วนอื่นๆ ในร่างกายมาเสริมเป็นโครงสร้างของจมูก โดยกระดูกอ่อนที่นิยมนำมาใช้ ได้แก่ กระดูกอ่อนแกนจมูก กระดูกอ่อนหลังใบหู และกระดูกอ่อนซี่โครง ซึ่งแพทย์ต้องเป็นผู้ประเมินโดยละเอียดแล้วเลือกตามความเหมาะสมกับแต่ละคน

  • กระดูกอ่อนแกนจมูก เหมาะกับคนเสริมจมูกครั้งแรก และคนที่ต้องการต่อปลายจมูกให้พุ่งยาวขึ้น นำมาเป็นเสาฐานช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับทรงจมูก
  • กระดูกอ่อนหลังใบหู เหมาะกับคนเนื้อจมูกน้อย ปลายจมูกบาง คนที่มีโครงสร้างจมูกเตี้ย สั้น และคนที่ต้องการปรับแก้ทรงจมูกที่เคยเสริมมาก่อน
  • กระดูกอ่อนซี่โครง เหมาะกับคนจมูกสั้น เตี้ย มีเนื้อจมูกน้อย จมูกบาง คนที่มีกระดูกอ่อนหลังใบหูไม่เพียงพอ และคนที่เคยแก้ไขทรงจมูกมากกว่า 4–5 ครั้ง ซึ่งจมูกเสี่ยงต่อการทะลุ และมีการอักเสบติดเชื้อ

คนที่มีลักษณะจมูกแบบนี้ ควรเสริมจมูก Open

แพทย์จะมีการพิจารณาลักษณะจมูกโดยรวม และโครงสร้างของจมูก เพื่อประเมินว่าใครเหมาะกับการเสริมจมูกแบบโอเพ่น ซึ่งลักษณะจมูกที่ควรเสริมแบบ Open มีดังนี้

  • คนที่มีจมูกสั้น หรือเนื้อจมูกน้อย
  • คนที่มีปัญหากระดูกจมูกคดเบี้ยว ผิดรูปทรง
  • คนที่มีจมูกฮัมพ์สูง ปลายจมูกงุ้ม หรือปลายจมูกหนา ใหญ่ ไม่ได้สัดส่วน
  • คนที่เคยเสริมจมูกมาก่อนแล้วเกิดปัญหา ต้องแก้ไขปรับทรงจมูกใหม่
  • คนที่ต้องการลดความเสี่ยงการทะลุของจมูก
  • คนที่ต้องการปรับรูปทรงจมูกให้สมส่วน กลมกลืน ดูธรรมชาติ

ใครที่ไม่ควรเสริมจมูก Open

แม้ว่ามีหลายคนที่เหมาะกับการเสริมจมูกแบบโอเพ่น แต่ไม่ใช่ทุกคนที่เสริมได้ โดยคนที่ไม่ควรทำ มีดังนี้

  • สตรีตั้งครรภ์ หรือกำลังอยู่ในระยะให้นมบุตร
  • คนที่อายุไม่ถึง 18 ปี
  • คนที่มีโรคประจำตัวที่ส่งผลต่อการผ่าตัด เช่น HIV
  • คนที่เป็นไข้หวัด มีแผลติดเชื้อ
  • คนที่วางแผนว่าจะจัดฟัน

วิธีการเสริมจมูก Open

การเสริมจมูกแบบโอเพ่นจะมีการประเมินโครงหน้ากับจมูกอีกครั้งก่อนผ่าตัด โดยวิธีการเสริมจมูกมีขั้นตอนดังนี้

  • ตรวจสภาพร่างกาย ปรึกษา และซักประวัติคนไข้อย่างละเอียด ก่อนเปลี่ยนเสื้อผ้าที่คลินิกเตรียมไว้
  • แพทย์ฉีดยาชาและดมยาสลบ รอให้ยาออกฤทธิ์ประมาณ 15 นาที
  • แพทย์ทำการเปิดแผลตรงบริเวณฐานรูจมูกทั้งสองข้างจนเห็นแกนจมูก เพื่อแก้ไขโครงสร้างจมูกข้างในโดยตรง
  • เลาะไขมันบริเวณปลายจมูก (Defatting) ให้จมูกเรียวเล็กลง ในกรณีที่มีเนื้อจมูกเยอะ ปลายหนา จึงต้องลดขนาดจมูก
  • เลาะสารเหลว สารตกค้าง ซิลิโคนเหลว หรือพังผืดที่เกาะตามผิวจมูกออก ในกรณีที่คนไข้เคยฉีดฟิลเลอร์จมูกมาก่อน
  • แพทย์ทำการแก้ไขและปรับแต่งโครงสร้างจมูก ด้วยเทคนิคต่างๆ ที่เหมาะสมกับแต่ละเคส
  • แพทย์ใส่ซิลิโคน หรือกระดูกอ่อนของคนไข้ ปรับเหลาให้รับกับใบหน้าและตรงตามทรงจมูกที่ต้องการ
  • หลังแก้ไขและปรับแต่งจมูกเรียบร้อย แพทย์ทำการเย็บปิดแผล ดามเฝือกจมูก และให้ยาปฏิชีวนะ
  • เมื่อคนไข้รู้สึกตัว สามารถเดินทางกลับไปพักฟื้นที่บ้านได้ โดยควรมีญาติหรือเพื่อนมารับกลับ เพราะคนไข้จะรู้สึกมึนๆ หลังการผ่าตัด
  • แพทย์จะนัดติดตามผล และนัดตัดไหมตามระยะเวลาที่แพทย์ประเมิน

ข้อดีของการเสริมจมูก Open

ข้อดีของการเสริมจมูกแบบ Open หลักๆ คือจะทำให้จมูกดูสมส่วน และยังมีข้อดีอื่นๆ ดังนี้

  • แพทย์สามารถแก้ไขปัญหาได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพ เพราะเห็นโครงสร้างภายในจมูกชัดเจน
  • สามารถแก้ไขและปรับแต่งทรงจมูกได้ทุกรูปแบบ
  • ป้องกันปัญหาจมูกทะลุ และลดโอกาสการเบี้ยว หรือเอียง
  • ช่วยปรับทรงจมูกให้พุ่งโด่งสวยงาม โดยเฉพาะคนที่โครงสร้างจมูกไม่แข็งแรง
  • ช่วยแก้ปัญหาทางเดินหายใจในคนไข้ที่มีอาการหายใจลำบาก คัดจมูก ซึ่งเกิดจากผนังกั้นจมูกคด หรือกระดูกคด
  • การเสริมจมูก Open เป็นเทคนิคการผ่าตัดเสริมจมูกที่ได้รับความนิยม อยู่ในระดับมาตรฐานสากล ทั้งในและต่างประเทศ

ข้อเสียของการเสริมจมูก Open

การเสริมจมูกแบบโอเพ่นมีข้อเสียหลักๆ คือทำได้ยาก และยังมีข้อจำกัดบางอย่าง ดังนี้

  • เป็นการผ่าตัดที่ยากและซับซ้อน ใช้เวลานาน
  • แพทย์ที่ทำต้องมีประสบการณ์ และเป็นผู้เชี่ยวชาญจริงๆ เท่านั้น
  • มีการใช้ยาสลบก่อนเข้ารับการผ่าตัด จึงมีค่าใช้จ่ายที่สูงกว่า
  • อาจมีแผลผ่าตัดภายนอกที่มองเห็นได้
  • ใช้เวลาพักฟื้นนาน

อาการที่อาจเกิดหลังเสริมจมูก Open

หลังเสริมจมูก Open มีความเสี่ยงที่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนได้ จึงจำเป็นต้องระมัดระวัง และรู้ไว้ก่อนเพื่อประกอบการตัดสินใจ ดังนี้

  • อาการปวด บวมช้ำ หรือชาบริเวณจมูก เกิดขึ้นได้ในช่วง 2–3 วัน แต่หากยังปวดบวมเรื่อยๆ หลังผ่านไป 7–14 วัน ควรรีบพบแพทย์
  • แผลสามารถติดเชื้อ อักเสบ หากมีการกระทบกระแทกที่จมูก
  • ได้กลิ่นเลือดในจมูก หรือมีเลือดออกที่แผลผ่าตัด ซึ่งเป็นเรื่องปกติ เมื่อแผลเริ่มหาย อาการจะดีขึ้น
  • คันแผล และตึงบริเวณจมูก ไม่ควรเกาหรือขยี้ เมื่อเริ่มเข้าที่ อาการจะดีขึ้นเรื่อยๆ
เสริมจมูก Close (Close Rhinoplasty) คืออะไร

เสริมจมูก Close (Close Rhinoplasty) คืออะไร

การเสริมจมูกแบบปิด หรือเสริมจมูกแบบ Close คือการผ่าตัดเสริมจมูกแบบเติมส่วนที่หายให้กับโครงสร้างจมูก โดยที่แผลทั้งหมดจะอยู่ภายในรูจมูก ซึ่งแพทย์จะทำการเปิดแผลด้านในรูจมูกหนึ่งข้างหรือสองข้าง เพื่อเสริมจมูกด้วยซิลิโคนแท่ง กระดูกอ่อน หรือเนื้อเยื่อต่างๆ เข้าไปบริเวณตั้งแต่สันจมูกถึงปลายจมูก เทคนิคเสริมจมูกแบบ Close จะช่วยเติมเต็มโครงสร้างจมูกส่วนที่ขาดหายไป พร้อมกับช่วยปรับรูปทรงจมูกให้ได้สัดส่วนที่สวยงาม เป็นวิธีการผ่าตัดที่ซับซ้อนน้อยกว่าการเสริมจมูกแบบโอเพ่น แผลมีขนาดเล็ก และมองไม่เห็นจากภายนอก แต่การเสริมจมูกแบบ Close จะไม่สามารถลดส่วนที่เกินให้เล็กลงได้ เช่น สันจมูกนูนเป็นหลังเต่า ปลายจมูกที่ใหญ่หนาจนเกินไป เป็นต้น

วัสดุเสริมจมูก Close มีกี่แบบ

การเสริมจมูกแบบ Close มักนำซิลิโคนกับกระดูกอ่อน หรือเนื้อเยื่อจากส่วนต่างๆ ของร่างกายมาใช้ โดยแพทย์จะเลือกวัสดุที่ใช้เสริมจมูกตามความเหมาะสมกับแต่ละคน

  • ซิลิโคน วัสดุสังเคราะห์คุณภาพสูง ไม่ทำปฏิกิริยากับเนื้อเยื่อ นิยมใช้กันอย่างแพร่หลายในการเสริมจมูก เหมาะกับคนที่มีเนื้อปลายจมูกเยอะ
  • กระดูกอ่อนหลังใบหู กระดูกอ่อนที่อยู่บริเวณแอ่งกึ่งกลางใบหู มีขนาดประมาณ 2 ซม. แพทย์จะนำมาตัดแต่งเป็นวงกลมและเย็บติดปลายซิลิโคน เพื่อป้องกันการทะลุ เหมาะกับคนที่มีเนื้อปลายจมูกบาง
  • เนื้อเยื่อก้นกบ เป็นชั้นหนังแท้ที่ติดไขมันใต้ผิวหนังเล็กน้อย มีความหนากว่าส่วนอื่นในร่างกาย หลังเสริมจมูกจนแผลหายดีแล้ว เนื้อเยื่อก้นกบจะเชื่อมต่อกับปลายจมูกอย่างเป็นธรรมชาติ เหมาะกับคนที่มีเนื้อจมูกน้อย ปลายจมูกบาง
  • เนื้อเยื่อเทียม วัสดุสังเคราะห์จากคอลลาเจน มีลักษณะเป็นแผ่นนิ่มคล้ายฟองน้ำ เหมาะกับคนที่ต้องการให้ปลายจมูกยาวขึ้น และคนที่ต้องการแก้ทรงจมูกแต่มีปัญหาผิวหนังบาง

คนที่มีลักษณะจมูกแบบนี้ ควรเสริมจมูก Close

คนที่เหมาะกับการเสริมจมูกแบบ Close คือ คนที่จมูกมีปัญหาโครงสร้างน้อย รูปทรงจมูกเดิมดีอยู่แล้ว ไม่จำเป็นต้องปรับแต่งทรงที่ฐานจมูกมาก มีเนื้อปลายจมูกพอสมควร และคนที่ต้องการเพิ่มความโด่งให้กับจมูก ไม่เกิน 3–5 ซม. รวมถึงคนที่ไม่ต้องการให้เห็นแผลผ่าตัดจากภายนอก

ใครที่ไม่ควรเสริมจมูก Close

คนที่มีจมูกสั้น เนื้อปลายจมูกไม่มากพอ เพราะหากเสริมจมูกใส่ซิลิโคนไปแล้ว จมูกมีความโด่งขึ้นแต่รูจมูกไม่ได้ยืดตามขึ้นไป เมื่อใบหน้ามีการขยับจากการใช้ชีวิตประจำวันตามปกติ จะส่งผลให้ซิลิโคนเสียดสีจากภายในปลายจมูก เนื้อผิวหนังจะบางลงเรื่อยๆ จนเกิดการทะลุของจมูกได้ ซึ่งปัญหานี้อาจเกิดขึ้นได้แม้มีการนำกระดูกอ่อนหรือเนื้อเยื่อมารองที่ปลายจมูกแล้วก็ตาม

วิธีการเสริมจมูก Close

การเสริมจมูกแบบ Close จะมีการประเมินโครงหน้ากับจมูกอีกครั้งก่อนผ่าตัด โดยวิธีการเสริมจมูกมีขั้นตอนดังนี้

  • ปรึกษาและซักประวัติคนไข้อย่างละเอียด ก่อนทำการผ่าตัด
  • แพทย์ประเมินโครงสร้างใบหน้าและจมูก เพื่อการผ่าตัดที่แม่นยำ
  • แพทย์ทำความสะอาดโพรงจมูก รอบจมูก และกำหนดตำแหน่งที่จะทำการผ่าตัด
  • แพทย์ออกแบบซิลิโคนหรือวัสดุที่นำมาใช้เสริมจมูกให้ได้ขนาดที่พอดี และสวยงามเข้ากับใบหน้า
  •  แพทย์ฉีดยาชา และรอให้ยาออกฤทธิ์แล้วจึงทำการผ่าตัด
  • แพทย์ทำการเปิดแผลภายในโพรงจมูกของคนไข้ ซึ่งอาจเปิดแผลข้างเดียวหรือทั้งสองข้างก็ได้
  • แพทย์ใส่ซิลิโคน หรือกระดูกอ่อนของคนไข้ ปรับเหลาให้รับกับใบหน้าและตรงตามทรงจมูกที่ต้องการ
  • เย็บปิดแผลด้านในโพรงจมูก
  • ติดปลาสเตอร์ หรือทำเฝือกอ่อนเพื่อยึดทรงจมูก

ข้อดีของการเสริมจมูก Close

ข้อดีของการเสริมจมูกแบบ Close หลักๆ คือจะทำให้จมูกดูโด่งขึ้น และยังมีข้อดีอื่นๆ ดังนี้

  • หลังผ่าตัดจะไม่เห็นรอยแผล ซ่อนแผลไว้ในโพรงจมูก
  • แผลไม่มีอาการบวมช้ำมาก
  • ค่าใช้จ่ายถูกกว่าการเสริมจมูกแบบ Open
  • ไม่ต้องวางยาสลบ
  • เป็นการผ่าตัดที่ไม่ซับซ้อนมาก ใช้เวลาน้อย
  • การดูแลรักษาไม่ยุ่งยาก
  • ใช้เวลาพักฟื้นน้อย

ข้อเสียของการเสริมจมูก Close

ข้อเสียของการเสริมจมูกแบบ close หลักๆ คือปรับโครงสร้างจมูกไม่ได้ และยังมีข้อจำกัดบางอย่าง ดังนี้

  • แพทย์ไม่สามารถปรับโครงสร้างจมูกที่มีปัญหาซับซ้อนได้
  • มีความเสี่ยงที่ซิลิโคนจะทำให้เนื้อเยื่อบาง และเกิดการทะลุได้
  • ระหว่างการผ่าตัด มีโอกาสจมูกเบี้ยวหรือเอียง
  • ไม่สามารถลดสัดส่วนจมูกให้มีขนาดเล็กลงได้

อาการที่อาจเกิดหลังเสริมจมูก Close

ช่วง 24 ชม.แรกหลังเสริมจมูกแบบ Close อาจมีอาการปวดศีรษะ ปวดบริเวณจมูก หรือมีเลือดออกบริเวณแผล ซึ่งเกิดจากแรงดันในจมูก จึงห้ามสั่งน้ำมูกโดยเด็ดขาด ถ้าจะจาม ควรจามแบบเปิดปาก นอกจากนี้อาจมีอาการข้างเคียง เช่น อาการตึงบริเวณแผล ใต้ตาบวมช้ำ มีเลือดออก คัดจมูก เป็นต้น ซึ่งอาการเหล่านี้เมื่อเวลาผ่านไปจะค่อยๆ ดีขึ้นตามลำดับ จมูกจะเริ่มเข้าที่หลังทำการเสริมจมูกไปประมาณ 3–6 เดือน

ความแตกต่างระหว่างการเสริมจมูกแบบ Open กับ Close

ความแตกต่างระหว่างการเสริมจมูกแบบ Open กับ Close

เสริมจมูก open กับ close ต่างกันยังไง เป็นคำถามที่หลายคนสงสัย ซึ่งเทคนิคการเสริมจมูกทั้งสองวิธีนี้ มีจุดเด่นในการเสริมจมูกที่แตกต่าง คือ การเสริมจมูกแบบ Open จะเป็นการผ่าตัดที่มีความซับซ้อนมากกว่า เพราะเปิดโครงสร้างจมูกให้แพทย์ได้เห็นอย่างครบถ้วน และใช้เทคนิคต่างๆ ร่วมด้วย จึงทำให้สามารถปรับแต่งแก้ไขโครงสร้างจมูกได้หลากหลายมากกว่า โดยเทคนิคเสริมจมูกแบบ Open จะใช้กระดูกอ่อนจากส่วนอื่นๆ ของร่างกายมาเสริมเป็นโครงสร้างของจมูก 

ในขณะที่การเสริมจมูกแบบ Close เป็นการผ่าตัดที่ซับซ้อนน้อยกว่า เพราะเปิดแค่แผลด้านในจมูก แล้วใส่ซิลิโคนโดยไม่ต้องเปิดจมูกทั้งหมด ใช้เวลาไม่นาน และไม่จำเป็นต้องวางยาสลบ นิยมใช้กระดูกอ่อนหลังใบหู หรือเนื้อเยื่อจากส่วนต่างๆ มารองปลายซิลิโคน เพื่อให้ทรงจมูกพุ่งโด่งขึ้น

นอกจากนี้ข้อดีของการเสริมจมูกแบบ Open คือ ได้รูปทรงจมูกที่สวยงาม แลดูสมส่วน ลดความเสี่ยงการเกิดซิลิโคนทะลุได้ ทั้งยังแก้ไขตกแต่งความผิดปกติของโครงสร้างจมูกได้แทบทุกส่วนอย่างตรงจุด เช่น สันจมูกคด จมูกมีฮัมพ์ ปลายจมูกใหญ่ ฯลฯ ส่วนการเสริมจมูกแบบ Close มีข้อดีคือ หลังผ่าตัดแล้วจะไม่เห็นรอยแผล การดูแลรักษาไม่ยาก ใช้เวลาพักฟื้นไม่นาน เพราะไม่ได้รบกวนเนื้อเยื่อภายในจมูกระหว่างผ่าตัด จมูกจะบวมน้อยกว่า เข้ารูปเร็วกว่า รวมถึงค่าใช้จ่ายน้อยกว่าอีกด้วย

การเตรียมตัวก่อนเสริมจมูก

การเตรียมตัวก่อนเสริมจมูก

เพื่อให้ขั้นตอนการเสริมจมูกดำเนินไปอย่างราบรื่น จึงควรเตรียมตัวให้พร้อมก่อนเข้ารับการผ่าตัด ไม่ว่าจะเป็นเสริมจมูกแบบโอเพ่นหรือแบบปิด

  • ปรึกษาแพทย์ และแจ้งข้อมูลสุภาพให้ครบถ้วน ทั้งโรคประจำตัว ปัญหาเกี่ยวกับฟัน ยาและอาหารที่แพ้
  • งดสูบบุหรี่อย่างน้อย 4 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
  • งดดื่มแอลกอฮอล์อย่างน้อย 2 สัปดาห์ก่อนผ่าตัด
  • งดการใช้อาหารเสริม ยาสมุนไพร ยาบำรุง รวมถึงวิตามินทุกชนิด อย่างน้อย 7 วันก่อนผ่าตัด
  • งดกินอาหารหมักดอง และอาหารทะเล
  • งดกินยาที่ช่วยสลายลิ่มเลือด หากเป็นโรคประจำตัวที่จำเป็นต้องกิน ควรแจ้งแพทย์
  • งดแต่งหน้า และงดใส่เครื่องประดับทุกชนิด
  • งดทาสีเล็บมือ เล็บเท้า รวมถึงงดการต่อเล็บทุกชนิด
  • งดใส่คอนแทคเลนส์ในวันผ่าตัด ให้สวมแว่นสายตามาแทน
  • ก่อนวันผ่าตัด ควรสระผมให้สะอาดเรียบร้อย
  • งดอาหารและน้ำ 6–8 ชม. ก่อนผ่าตัดตามที่แพทย์สั่ง ยกเว้นการผ่าตัดที่ฉีดยาชาเฉพาะจุด ไม่จำเป็นต้องงด

การเสริมจมูกแบบโอเพ่น ควรมีญาติหรือเพื่อนมารอรับกลับบ้าน เนื่องจากเป็นการผ่าตัดที่ใช้ยาสลบร่วมด้วย คนไข้จึงมีอาการมึนงงหลังผ่าตัด

การดูแลหลังเสริมจมูก

การดูแลหลังเสริมจมูก

เพื่อให้แผลผ่าตัดหายเร็วหลังการเสริมจมูก จึงควรดูแลรักษาตัวเอง ไม่ว่าจะเสริมจมูกแบบโอเพ่นหรือแบบปิด

  • ช่วง 1–2 วันแรก ให้ประคบเย็นบริเวณหน้า โดยเว้นตรงแผลไว้ เพื่อลดอาการบวม และเลือดหยุดไหล
  • หลังแผลเริ่มประสานกัน ให้เปลี่ยนเป็นประคบอุ่น เพื่อลดรอยช้ำเขียว ม่วง
  • เวลานอนควรใช้หมอนรองคอ เพื่อยกศีรษะให้สูงจะได้หายบวมเร็วขึ้น
  • งดการนอนคว่ำและนอนตะแคง 1 เดือน เพื่อลดอาการบวม
  • งดการสวมแว่นบนสันจมูก
  • งดการจับ กด แกะ แคะ เกา หรือขยี้บริเวณจมูก
  • หลีกเลี่ยงกิจกรรมที่ทำให้จมูกได้รับการกระทบกระเทือน เช่น วิ่ง กระโดด ว่ายน้ำ รวมถึงการก้มหน้านาน และยกของหนัก
  • หลีกเลี่ยงการอยู่ในสถานที่ที่มีฝุ่นละออง เพื่อป้องกันการจามหรือไอ
  • กินยาแก้ปวดและแก้อักเสบตามที่แพทย์สั่ง
  • ควรกินอาหารอ่อน งดอาหารที่แข็ง เหนียว
  • หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง และอาหารที่มีรสจัด เช่น เผ็ด มัน เค็ม เพราะเสี่ยงต่อการแพ้
  • งดสูบบุหรี่ และงดดื่มแอลกอฮอล์ 1 เดือนหลังเสริมจมูก
  • ควรระมัดระวังไม่ให้แผลโดนน้ำจนกว่าจะตัดไหม
  • หากมีอาการผิดปกติ ควรรีบพบแพทย์ทันที

การเสริมจมูกแบบ Open คือการผ่าตัดเสริมจมูกโดยการเปิดแผลด้านนอก บริเวณระหว่างรูจมูกทั้งสองข้าง ทำให้แพทย์สามารถเห็นโครงสร้างจมูกได้อย่างชัดเจน ส่วนการเสริมจมูกแบบ Close คือการผ่าตัดเสริมจมูกโดยการเปิดแผลด้านในรูจมูกข้างเดียวหรือสองข้างก็ได้ แล้วใส่ซิลิโคนเสริมเข้าไปโดยไม่ต้องเปิดจมูกทั้งหมด ซึ่งทั้งสองวิธีมีความต่างกันที่เทคนิคการผ่าตัด ผลลัพธ์ทรงจมูกที่ได้ ขนาดแผล รวมไปถึงระยะเวลาการพักฟื้น ทั้งนี้หากต้องการเสริมจมูก ต้องทำกับคลินิกหรือสถานพยาบาลที่ได้รับใบอนุญาต ศัลยแพทย์ผู้ทำการผ่าตัดต้องชำนาญและมีประสบการณ์ มีรีวิวที่น่าเชื่อถือ ซึ่งที่ Jarem Clinic มีคุณสมบัติทั้งหมดนี้ มั่นใจได้ว่าการเสริมจมูกจะถูกประเมินเคสต่อเคส ทำให้แต่ละเคสได้จมูกที่รูปทรงสวย เหมาะกับใบหน้าของแต่ละคน

บทความโดย

นพ. พลเดช สุวรรณอาภา

ศัลยแพทย์ เฉพาะทางเสริมหน้าอก

"เสริมจมูก open กับ close ต่างกันยังไง เทียบให้ชัด เลือกแบบไหนดีที่สุด..."

บทความเกี่ยวข้อง