แก้หน้าอก (Breast Correction) คืออะไร และสาเหตุที่ต้องแก้

แก้หน้าอก (Breast Correction) คืออะไร และสาเหตุที่ต้องแก้

แก้หน้าอก หรือที่เรียกว่า Breast Correction นั้นแตกต่างจากคำว่า Breast Reconstruction เพราะ Breast Correction จะเน้นแก้ไขหน้าอกจากที่เสริมหน้าออกมาแล้ว ต่างจากอย่างหลัง Breast Reconstruction ผ่าตัดหน้าอกปรับเปลี่ยนโครงสร้าง เช่น หน้าอกหย่อนคล้อย เสริมหน้าอกใหม่จากการผ่าตัดมะเร็งเต้านมไปแล้วเป็นต้นดีค

บทความนี้จะกล่าวถึง Breast Correction แก้ไขหน้าอกจากการเสริมหน้าอกไปแล้วเท่านั้น จากอดีตจนถึงปัจจุบันการเสริมหน้าอกเป็นหัตถการที่ได้รับความนิยมมาตลอด จนถึงตอนนี้มีคนเสริมหน้าอกด้วยซิลิโคนไปแล้วกว่า 35 ล้านคนทั่วโลก แค่เฉพาะปี 2024 เคสเสริมหน้าอกมีจำนวน 1,658,165 ครั้ง¹ แต่ปรากฏว่ามีรายเคสถอดซิลิโคนในปีเดียวกัน 41,271 ครั้ง คิดเป็นอัตรา 2.4% ตัวเลขนี้ไม่ได้นับเคสแก้แล้วเสริมใหม่ คาดการณ์ได้ว่าเคสแก้ไขเกิดขึ้นเป็นประมาณ 10% ต่อปี
เราอาจจะคิดได้ว่าทุกๆ ปีมีโอกาสแก้ไขหน้าอก 10% ดังนั้น 10 ปีต้องแก้ไข 100% แต่ข้อมูลในประเทศไทยไม่มีผู้ใดบันทึกไว้ชัดเจน แต่เคสแก้ไขหน้าอกมีให้เห็นโดยทั่วไป

สาเหตุที่ต้องแก้ไขหน้าอก

ขอแบ่งเป็นหมวดหมู่ 2 กลุ่ม

1. แก้ไขโดยไม่มีปัญหาหรือปัจจัยทางกายภาพ

2. แก้ไขโดยมีปัญหาทางสุขภาพและกายภาพ

 

1. แก้ไขโดยไม่มีปัญหาหรือปัจจัยทางกายภาพ

กลุ่มนี้แก้ไขโดยเกิดจากความพึงพอใจส่วนตัว ไม่ได้เกิดปัญหาสุขภาพแต่อย่างใด เช่น เสริมหน้าอกไปแล้ว ต้องการปรับเปลี่ยนขนาด จากขนาดเล็กเป็นขนาดใหญ่ขึ้น หรือขนาดใหญ่เป็นเล็ก ต้องการถอดซิลิโคนออกไปเลยไม่ต้องการใส่แล้ว เป็นต้น การแก้ไขในกลุ่มนี้ไม่ยาก ผ่าตัดไม่ซับซ้อน

1.1 แก้จากขนาดเล็กเป็นขนาดใหญ่ การเพิ่มขนาดซิลิโคนสามารถแก้ไขได้มากขึ้นเท่าไหร่ ต้องประเมินจากความยืดหยุ่นของเนื้อนม หากเสริมไปนานกว่า 6 เดือน เนื้อนมยืดมากขึ้นสามารถใส่ให้ใหม่มากขึ้นได้ โดยการเสริมแบบ Subgradular สามารถใส่เพิ่มขนาดได้มากกว่าการเสริมใต้กล้ามเนื้อ Submuscular และถ้าใส่ขนาดใหญ่ขึ้นต้องระวังรอยแตกลาย

1.2 แก้จากขนาดใหญ่เป็นเล็ก การลดขนาดซิลิโคนปัจจุบันมีความนิยมมากขึ้นเพราะ Trend สวยพอดีตัวสมส่วนขนาดเข้ากับรูปร่างเป็น Trend ใหม่มาแรงในยุคนี้ การแก้ลดขนาดนั้นสามารถทำได้ แต่ต้องระวังช่องว่างเก่าของซิลิโคนเดิมที่ใส่อยู่มิฉะนั้น ซิลิโคนที่มีขนาดเล็กลง อาจเคลื่อนตัว พลิก หรือออกข้างได้ การจัดการช่องว่างเดิมจึงมีความสำคัญในการแก้ไขชนิดนี้

2. แก้ไขโดยมีปัญหาทางสุขภาพและกายภาพ

กลุ่มนี้พบเจอได้บ่อยที่สุด สาเหตุที่ต้องแก้ไขมีมากมายและการรักษาต้องมีวิธีเฉพาะ สาเหตุที่ต้องแก้ไขบ่อยๆ ได้แก่

 

2.1 หน้าอกแข็งผิดรูป Capsular Contracture

เมื่อมีการเสริมหน้าอกไปนานๆ แล้วเกิดอาการหน้าอกแข็งตึง เจ็บผิดรูปสามารถเกิดขึ้นได้จากสาเหตุต่างๆ เช่น การอักเสบหรือติดเชื้อ เชื้อที่พบได้บ่อยคือ Staphylococcus epidermidis เชื้อเหล่านี้จะผลิต Biofilm มาหุ้มซิลิโคน บวกกับการผ่าตัดที่รุนแรงเครื่องมือผ่าตัดไม่สะอาด เกิดเลือดคั่ง Hematoma ทำให้พังผืดมาล้อมมากขึ้นได้ รวมทั้งการดูแลสุขภาพภายหลังการผ่าตัดก็มีส่วนสำคัญ พบว่าผู้สูบบุหรี่สุขภาพไม่ดี มีโอกาสเกิดพังผืดได้มากกว่า

การแบ่งเกรดพังผืด จะใช้เกรด (Baker Grade)

Grade I : หน้าอกนิ่ม สัมผัสปกติ

Grade II : หน้าอกเริ่มตึง แต่ยังไม่แข็งมาก

Grade III : หน้าอกแข็ง แต่ไม่เจ็บ หน้าอกเริ่มผิดรูป

Grade IV : หน้าอกแข็ง เจ็บและผิดรูป

การรักษาพังผืด หลังผ่าตัดมีได้หลายรูปแบบทั้งการนวด และการกินยากลุ่ม Montelukast (Singulair) แต่ถ้าพังผืดตั้งแต่เกรด III, IV แข็งเจ็บ ผิดรูป ต้องรักษาโดยการผ่าตัดเท่านั้น (Capsulectomy) การผ่าตัดพังผืด (Capsulectomy) เป็นการผ่าตัดที่ต้องใช้ประสบการณ์เพราะพังผืดที่เกิดขึ้นมีความหนาบางไม่เท่ากันในแต่ละจุด ศัลยแพทย์ที่ไม่ชำนาญจะทำการเลาะพังผืดไม่ครบถ้วนทำให้พังผืดคั่งค้าง หรือบางแห่งรักษาโดยการถอดเปลี่ยนซิลิโคนอย่างเดียวไม่ได้ทำการเลาะพังผืด ทำให้ไม่สามารถรักษาภาวะหน้าอกแข็งได้อย่างครอบคลุม

2.2 หน้าอกผิดรูป สูงต่ำไม่เท่ากัน

สาเหตุของหน้าอกผิดรูปที่พบมากที่สุดคือ ภาวะพังผืดแข็ง หากรักษาพังผืด Capsulectomy ได้ดีก็สามารถแก้ไขภาวะหน้าอกผิดรูปได้ แต่ที่ยากกว่าและพบได้บ่อยเช่นกัน คือการวางซิลิโคนผิดตำแหน่งตั้งแต่ต้น เช่น การเสริมหน้าอกผ่านทางรักแร้ ศัลยแพทย์ประเมินขนาดซิลิโคนผิด ไม่สามารถนำซิลิโคนไปวางในตำแหน่งใต้ราวนมได้ (IMF) ทำให้หน้าอกสูงต่ำไม่เท่ากัน หรือศัลยแพทย์ผ่าตัด Dualplane ไม่ถูกต้อง ทำให้กล้ามเนื้อหน้าอกรองรับซิลิโคนไม่เท่ากัน ทำให้หน้าอกผิดรูป หรือผ่าตัดช่องว่างในหน้าอกซิลิโคนมากเกินไปทำให้ซิลิโคนไหลออกข้าง หรือที่เรียกว่า นมออกข้างนั่นเอง การแก้ไข จำเป็นต้องผ่าตัดใหม่ลงแผลให้ใต้ราวนม IMF เพื่อแก้ไขเลาะพังผืด เปลี่ยนซิลิโคน ขยายปรับกล้ามเนื้อหน้าอก หรือเย็บ Lock ด้านข้างหน้าอก ให้พอดีซิลิโคนมากขึ้น

 

2.3 หน้าอกชิด หรือหน้าอกแฝด Symmastia

หน้าอกแฝดเกิดจากการวางตำแหน่งเลาะช่องว่างวางตำแหน่งซิลิโคนมากเกินไปจนชิดติดกัน หรือใส่ซิลิโคนที่มีขนาดใหญ่เกินฐานหน้าอก ลักษณะเฉพาะของภาวะอกแฝดคือเนื้อหน้าอกชิดติดกัน หัวนมชี้ออกข้างแต่ภาวะนี้ต้องแยกออกจากผู้ที่มีเนื้อหน้าอกตรงกลางเยอะก่อน การรักษาภาวะอกแฝด สามารถทำโดยเปลี่ยนชั้นวางซิลิโคน เลือกซิลิโคนที่ฐานไม่กว้างจนเกินไป ลดขนาดซิลิโคนให้พอดีกับตัว เย็บแกนหน้าอกด้วยไหมผ่าตัดชนิดไม่ละลาย และใส่ชุดกันอกแฝดเป็นช่วงระยะเวลาหนึ่ง

2.4 หน้าอกฐานต่ำ หรือหน้าอกสองชั้น Double Bubble

หน้าอกฐานต่ำ ซิลิโคนไหลลงจากตำแหน่งลงมาข้างล่างทำให้หน้าอกไม่สมดุล หัวนมชี้ขึ้นหน้าอกไม่สวย เกิดจากใส่ซิลิโคนที่ใหญ่เกินไปหรือ ผ่าตัดฐานหน้าอกกว้างเกินไป ทำให้กล้ามเนื้อฐานหน้าอก (IMF) ไม่สามารถประคองซิลิโคนไว้ ทำให้หน้าอกเกิดเป็น 2 ชั้นที่เรียกว่า Double Bubble การรักษาต้องผ่าตัดใหม่เปลี่ยนซิลิโคน และเย็บฐานหน้าอกให้แข็งแรง ด้วยเทคนิค Internal Bra


2.5 ซิลิโคนแตกรั่ว เสื่อมสภาพ

การที่จะรู้ได้ว่าซิลิโคนแตกรั่วนั้นเป็นเรื่องยาก เพราะมีหลายเคสที่ซิลิโคนแตกรั่วไปแล้วอยู่ในร่างกายมาตลอดแต่จะสังเกตได้ยาก ถ้าจากอาการเช่น จากที่หน้าอกนิ่มขึ้นมากอย่างรวดเร็วผิดปกติ ภายหลังไปนวดหรือกระแทกแรงและพบร่วมกับซิลิโคนแตกบ่อยมากก็คือพังผืดเกรด III, IV นั่นเอง เมื่อมารักษาพังผืดแข็งพบว่าซิลิโคนแตกรั่วไปแล้ว หรือไปตรวจสุขภาพประจำปี Ultrasound, Mammogram พบว่าซิลิโคนแตกหรือรั่วแต่ การไป xray ก็ไม่สามารถยืนยันได้ 100% และพบได้มากในผู้ที่ใช้ซิลิโคนไม่มีคุณภาพไม่ผ่านมาตรฐาน FDA ซิลิโคนเหล่านี้เมื่ออยู่ในร่างกายไปนานๆ ผิวซิลิโคนจะเริ่มเสื่อมสภาพได้ด้วยตนเอง เริ่มจากซิลิโคนซึมออกมาเองจากผิว หรือแตกได้ง่ายจากการสัมผัสแรงๆ มีรายงานว่าเมื่อมีซิลิโคนแตกรั่วซึมอยู่ในร่างกายเป็นเวลานานจะเกิดสภาวะที่เรียกว่า silicone syndrome หรือ Breast implant illness มีอาการ เหนื่อยล้า, ปวดเมื่อยตามตัว, ไม่กระฉับกระเฉง, นอนไม่หลับ, เครียด, วิตกกังวล

การรักษา ต้องทำการผ่าตัดเอาซิลิโคนที่แตกออกมาเท่านั้น และล้างเศษซิลิโคนที่ตกค้างในช่องหน้าอกออกให้หมด และควรผ่าตัดเลาะพังผืดออกด้วย ส่วนมากเมื่อพบว่ามีซิลิโคนแตกในร่างกายจะมีพังผืดเกรด III-IV ร่วมด้วยเสมอ สามารถถอดออกไปเลยหรือเสริมใหม่ด้วยซิลิโคนที่มีคุณภาพดีกว่าแต่เป็นการยากที่จะรู้ว่าซิลิโคนได้แตกหรือรั่วเพราะอาการไม่ชัดเจนและการ X-ray ก็ยังยืนยันได้ไม่ 100%

คุณหมอหลุยส์จึงรวบรวม Check list ซิลิโคนรั่วหรือแตก ให้ดังนี้

      1. มีอาการหน้าอกแข็งมานานมากกว่า 1 ปี

      2. หน้าอกมีความนิ่มขึ้นทันทีหลังไปนวดหน้าอก หรือกระทบกระแทกแรงๆ

      3. ไปตรวจ Ultrasound หรือแมมโมแกรมเต้านมประจำปีแล้วมีอาการเจ็บหรือเต้านมนิ่มขึ้นมาก

      4. เสริมหน้าอกมานานกว่า 10 ปี และไม่ทราบว่าตนเองใช้ซิลิโคนแบรนด์อะไร

หากมีอาการข้อ 1-3 ร่วมกับข้อ 4 แนะนำให้ไปพบแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจร่างกายอย่างละเอียดอีกครั้ง

2.6 เสริมหน้าอกแล้วหน้าอกหย่อนคล้อย

หลังเสริมหน้าอกไปแล้ว หน้าอกเกิดอาการหย่อนคล้อยมากขึ้น ซึ่งสาเหตุมาจากการไม่ใส่ชุดชั้นใน หรือมีบุตร กรณีนี้ถ้าคล้อยมาก ต้องผ่าตัดเอาซิลิโคนเก่าออกและผ่าตัดยกกระชับร่วมด้วย Mastopexy ซึ่งการผ่าตัดยกกระชับนี้มีหลายวิธี
ทั้งแบบ Donut, I, T เป็นต้น

 

2.7 หน้าอกเป็นริ้ว (Rippling)

หน้าอกเป็นริ้วหรือ คลื่นหลังเสริมหน้าอก เมื่อสัมผัสจะรู้สึกว่าหน้าอกไม่เรียบเป็นคลื่นๆ เกิดในขอบด้านข้างและด้านบนของเต้านม ถ้าเป็นมากสามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า และเห็นได้ชัดตอนก้ม สาเหตุเกิดจากเนื้อนมบาง คนผอมเจอได้มากกว่าคนมีเนื้อนม หรือเสริมเหนือกล้ามเนื้อ Subgradular พบได้มากกว่า หรือเกิดจากการใช้ซิลิโคนที่เกิดริ้วง่าย เช่นซิลิโคนที่เนื้อเจลไม่เต็มก้อนซิลิโคน และพบในคนสูบบุหรี่จัด

การรักษา ต้องเพิ่มปริมาณเนื้อนมหรือเพิ่มชั้นสัมผัสซิลิโคนให้มากขึ้น ถ้าเสริมเป็นเหนือกล้ามเนื้อก็ต้องผ่าตัดเปลี่ยนเป็นใต้กล้ามเนื้อให้ชั้นเนี้อซิลิโคนหนาขึ้น หรือเปลี่ยนซิลิโคนเป็นชนิดใส่ Jel 100% เพื่อเพิ่มความตึงของซิลิโคน งดบุหรี่ ถ้ามีอาการเป็นคลื่นหรือริ้วมาก การนำไขมันตัวเองมาเติมเต็ม Fat Graft ก็เป็นทางเลือก รักษาวิธีหนึ่ง หรือสำหรับคนเนื้อนมน้อยตั้งแต่ต้นการเสริมหน้าอกพร้อมเติมไขมันตัวเอง Hybrid Breast Augmentation สามารถป้องกันการเกิดริ้วได้ตั้งแต่ต้น

 

2.8 หน้าอกออกข้าง

เสริมหน้าอกมาแล้วหน้าอกไหลออกข้าง ทำให้หน้าอกห่าง จะเป็นตอนนอนหงายจะเห็นได้ชัด เกิดจากการผ่าตัดช่องหน้าอกที่มากเกินไปใหญ่กว่าขนาดซิลิโคน การรักษาต้องผ่าตัดเย็บกระชับช่องหน้าอกด้านข้างให้กระชับขึ้น และใส่ชุดชั้นในประคองหน้าอก ออกกำลังกล้ามเนื้อหน้าอกแข็งแรง

จะเห็นได้ว่าสาเหตุของการแก้ไขหน้าอกมีมากมายหลายสาเหตุต่างกัน การรักษาก็แตกต่างกันด้วย ดังนั้นศัลยแพทย์ที่ทำการแก้ไขหน้าอกต้องมีความเชี่ยวชาญ เข้าใจหลักการ สาเหตุ จึงจะสามารถเลือกวิธีการแก้ไขที่ถูกต้อง ตรงจุด
ช่วยเหลือคนไข้ได้ตรงจุดนั่นเอง


บทความเกี่ยวข้อง

No data was found